ปวดเมื่อยไม่หายเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

"อโรคยา ปรมาลาภา” คงไม่มีใครไม่ปราถนาที่จะมีสุขภาพดี
ทุกคนล้วนเกิดมาอยากจะมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะการมีสุขภาพที่ดีไม่อาจซื้อหาได้

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเคยเจ็บเคยไข้ หรือมีอาการปวดเมื่อยทำให้ต้องเป็นทุกข์
ไม่ว่าจะเป็นปวดคอ ปวดบ่า ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดขาฯลฯ (ซึ่งบางทียังไม่ถึงวัยอันควรด้วยซ้ำ)
และที่มากไปกว่านั้นบางรายอาจมีอาการชา หรืออ่อนแรงร่วมด้วย บางคนต้องกินยาบ่อยๆเพื่อไม่ให้ปวด
บางคนก็ใช้ความอดทนคือหากยังพอไหวเดินได้อยู่ก็จะทนไปก่อน จนทำให้ปวดเรื้อรัง
ปวดมากบางคนถึงขั้นปวดศีรษะ มึนศีรษะ เป็นไมเกรนเลยก็มี ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั้งสิ้น
แต่น้อยคนนักที่รู้ว่าอาการเหล่านี้ไม่ควรปล่อยเอาไว้ให้เรื้อรัง เพราะจากปัญหาเล็กแค่ปวดเมื่อยนี่แหละที่จะทำให้เป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้
เจ็บได้สารพัด และที่สำคัญก็อาจเสี่ยงเป็นอัมพาต และทำให้เสียชีวิตได้ก่อนวัยอันควร

สัญญาณเตือนภัยของร่างกาย

ในทางของธรรมชาติบำบัดกล่าวว่าอาการเจ็บปวดทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับร่าง กายคนเรา
เป็นสัญญาณเตือนอย่างดีของร่างกาย ที่จะบอกให้เรารู้ว่า ร่างกายเรานั้นเริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว
จะมากจะน้อยหากมีอาการก็ควรหันกลับมาดูแลตัวเองแล้ว สังเกตว่าคนที่ไม่ฟังเสียงของร่างกายก็มักจะมีโรคภัยรุนแรงเกิดขึ้นเสมอ
อย่าอดทนกับอาการต่างๆ ที่ไม่ควรจะทน เพราะมันอาจเป็นความเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างร่างกาย
จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ (Ariya Wellness Center) อธิบายว่า
โดยปกติการทำงานของร่างกายจะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กันอย่างน่า
อัศจรรย์ แต่ละอวัยวะทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ การที่ร่างกายทำงานเช่นนี้ได้ก็มาจาก
“สมอง” ที่สั่งการให้ทุกหน่วยเซลล์ได้ทำงาน โดยจะสั่งการผ่านไขสันหลัง(ซึ่งอยู่ในกระดูกสันหลัง)
ไปที่เส้นประสาทซึ่งแตกออกมาด้านข้างของแนวกระดูกสันหลัง ไปถึงอวัยวะต่างๆ
ให้ทำงาน

ดังนั้นสิ่งสำคัญนอกเหนือจากสมองแล้วก็คือระบบการไหลเวียน นั่นคือทั้งเส้นประสาท
เส้นเลือดและน้ำเหลือง เพราะระบบเหล่านี้เป็นตัวกลางสำคัญที่จะทำให้ทุกระบบทำงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ และเส้นเลือด เส้นประสาทและระบบน้ำเหลืองนี้จะผ่านตามแนวของกล้ามเนื้อ
ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงสมดุล มีความยืดหยุ่นดีก็จะทำให้ ระบบการไหลเวียนดี
และร่างกายทำงานได้ดี

แต่ในทางตรงกันข้ามหากกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนัก หดเกร็ง หรือรั้ง มากกว่าปกติ
อันเนื่องมาจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง จากการอยู่ในอิริยาบถที่ต่อเนื่องและซ้ำๆ
กันเป็นเวลานานๆ ในแต่ละวัน สะสมเป็นเดือน เป็นปีจนกลายเป็นพังผืด กล้ามเนื้อ
ขาความยืดหยุ่น การไหลเวียนของเลือดก็ถูกจำกัดไปด้วย ของเสียที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อก็คั่งค้างอยู่
เลือดก็ไม่ไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อ จนทำให้เกิดการปวดเมื่อยขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณบอกเราให้รู้ว่า
กล้ามเนื้อของเรา “ไม่ไหวแล้ว”

จากปวดเมื่อย สู่โรคร้ายอันตรายถึงชีวิต

อย่างไรก็ตาม เรามักจะละเลยอาการของร่างกายที่คอยบอกเรา ส่วนใหญ่แล้วก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาแค่อาการให้หาย
แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ทำให้อาการเหล่านี้กลับมาเรื่อยๆ ไม่มีทางหายขาด
สะสมนานเข้าก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบอื่น กล้ามเนื้อเกือบทุกมัดที่มีปัญหา
จะเกาะตามแนวยาวของกระดูกสันหลัง เพราะฉะนั้นหากกล้ามเนื้อเกร็งมากๆ ก็จะทำให้เกิดกระดูกสันหลังผิดรูป
หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งเป็นต้นเหตุใหญ่ของโรคร้ายแรงต่างๆ เพราะในกระดูกสันหลัง
มีไขสันหลัง และหลอดเลือดต่างๆ จึงมีผลต่อระบบร่างกายทั้งหมด

ยกตัวอย่างเช่น ในคนที่ชอบนั่งไขว้ห้าง จะทำให้ก้นสองข้างลงน้ำหนักไม่เท่ากัน
กระดูกสันหลังจะคด หากคดในระดับอกก็จะทำให้การหายใจได้ไม่สะดวก ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่
หัวใจก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้พอเพียงต่อความต้องการของ
ร่างกาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ เสี่ยงต่อไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง
และอาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ง่ายๆ ทำให้สูญเสียคุณภาพชีวิต และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด

แก้ไขก่อนสาย

เพ็ญพิชชากร จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ (Ariya Wellness Center)
แนะนำว่าอาการปวดเมื่อยเป็นอาการที่มาจากการทำงานของร่างกายที่มากเกินไป
และหากอาการเรื้อรัง ต้องแก้ไขให้ตรงต้นเหตุ แก้ไขที่ต้นตอของสิ่งที่เป็นเพื่อไม่ให้อาการเหล่านั้นกลับมา
และตัดปัญหาที่จะเกิดตามมากับความเจ็บปวดนั่นก็คือโรคภัยไข้เจ็บ การปรับโครงสร้างร่างกาย
หรือปรับระบบกระดูกกล้ามเนื้อ การสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง สมดุล ร่วมกับการเรียนรู้ที่จะปรับร่างกายตัวเอง
ให้เคยชินกับท่าทางและบุคลิกภาพที่ถูกต้องเหมาะสม นอกจากจะทำให้ไม่ปวดเมื่อย
ป้องกันการเกิดของโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็ยังทำให้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี
คล่องแคล่ว รูปร่างก็ดีด้วยเพราะการมีโครงสร้างร่างกายดี

หากสามารถที่จะทำได้ก็ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ หากยังไม่มีเวลา เพื่อเป็นการบรรเทาอาการปวดเมื่อยเบื้องต้นก่อนนอนแนะนำให้ใช้ความร้อนในการ
ประคบบริเวณที่มีอาการปวด หรือใช้มือกดคลายเบาๆ ด้วยตัวเอง เช่นปวดบ่าปวดคอก็ใช้มือกดๆ
คลึงๆ ให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายบ้าง หรือหากปวดคอ-บ่า ลองเอียงคอไปด้านซ้าย/ขวาอย่างช้าๆ
จนรู้สึกตึงมาก ต้องพยายามให้การเคลื่อนไปเฉพาะคอ ลำตัวอยู่นิ่ง บ่าตรงไม่เอียงไปด้วยจะทำให้กล้ามเนื้อตึงและผ่อนคลาย
ควรทำอย่างช้าๆ ควรหลีกเลี่ยงการก้มหรือเงยคอมากๆเพราะเสี่ยงต่อกระดูกระดับคอ
ฯลฯ

ถ้าอาการปวดเมื่อยเป็นปัญหาต่อการชีวิตประจำวันแล้ว มีผลต่อจิตใจทำให้เกิดความรำคาญ
ปวดร้าวขึ้นศีรษะ หรือ ชาแล้ว ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบกระดูกกล้ามเนื้อโดยตรงจะดีที่สุด
เพราะปัญหาเล็กน้อยๆนี้ จะได้ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงภายในอนาคตได้

ต้องดีกว่าแน่นอนหากท่านป้องกันตัวเองไว้ ดีกว่าต้องรอถึงวันที่ร่างกายไม่ไหว
ต้องนอนให้คนอื่นช่วยเข็น ไม่รู้สึกตัวในเวลาที่ร่างกายแย่มากๆ เราสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเหล่านี้ได้
เพียงแต่ว่าคุณพร้อมหรือยังที่หันมาสนใจร่างกายตัวเอง ใส่ใจกับสัญญาณต่างๆ
ที่เขาพยายามจะเตือนคุณ ไม่ละเลยกับอาการต่างๆที่เกิดขึ้น และปรับใจปรับความคิดให้พร้อมที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตให้วิถีที่พึ่งตนเอง
หมอที่เก่งที่สุดก็คือ “ตัวเราเอง” ไม่มีใครรู้เรื่องราวของร่างกายเราได้ดีกว่าตัวเรา

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ


Leave a Reply

Using Gravatars in the comments - get your own and be recognized!

XHTML: These are some of the tags you can use: <a href=""> <b> <blockquote> <code> <em> <i> <strike> <strong>